กิจกรรมพิเศษ

เยี่ยมโรงเรียนน้อง / สังคมพัฒนา

ความทรมานทั้งกายและใจของผู้ด้อยในสังคมแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะสามทศวรรษนี้ ทางคณะอุร์สุลินตระหนักถึงสภาวะดังกล่าว จึงพยายามที่จะปลุกจิตสำนึกในบรรดานักเรียน ผู้ปกครองและผู้ที่มีส่วนร่วมให้การศึกษาภายในโรงเรียนของคณะ เพื่อจะได้ช่วยแบ่งปันให้เขาชุ่มชื่นขึ้นบ้าง

   

เมื่อ 20 กว่าปีมานี้โรงเรียนปานะพันธ์ได้นำโรงเรียนชาวชนบทและโรงเรียนของ ตชด. ที่อยู่ในถิ่น ธุรกันดารมาตั้งค่าย เพื่อให้นักเรียนโรงเรียนในกรุงให้รู้ถึงสภาพโรงเรียนเหล่านี้ ผู้บริหารโรงเรียนไม่น้อยนำนักเรียนของตนไปสัมผัสค่ายดังกล่าว แล้วกลับมาพิจารณาไตร่ตรองว่าตนจะสามารถเข้ามีส่วนพัฒนาพี่น้องที่ด้อยโอกาสได้อย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ดี เมื่อโรงเรียนในถิ่นธุรกันดารแห่งอื่นได้ยินข่าวถึงการที่นักเรียนและครูของโรงเรียนในเครือไปเยี่ยมพร้อมด้วยปัจจัยที่จำเป็น เขาก็ร้องขอมาให้ไปเยี่ยมเขาบ้าง โรงเรียนในคณะก็ทำมาอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์โรงเรียน 3 แห่งได้พัฒนาจนถึงขั้นที่ดีจังหวัดจะรับเข้าเป็นของจังหวัดไป และทางโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยก็รับโรงเรียนที่อยู่ในสภาพยากจนเข้ามาเป็นโรงเรียนน้อง 6 โรงในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 6 โรงในจังหวัดราชบุรี

   

ทุกปีนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 จะไปเยี่ยมโรงเรียนในจังหวัดประจวบฯ และ ป.6 จะไปเยี่ยม 6 โรงเรียนที่ราชบุรี โดยนำเสื้อผ้า ของใช้ อาหารกระป๋อง หนังสือ เครื่องเขียน เครื่องกีฬา ยาประจำบ้านไปให้ ทำให้เด็กไปโรงเรียนได้สม่ำเสมอ เช่น เสื้อฝนเด็กไปโรงเรียนได้หน้าฝน สำหรับ ป.6 ที่ไปเยี่ยมโรงเรียนที่จังหวัดราชบุรีนั้นไปเช้าเย็นกลับ ผู้ปกครองของนักเรียนที่เป็นแพทย์ก็เสียสละงานทางคลีนิคในกรุงไปตรวจสุขภาพและให้ยา เด็กที่ต้องรับการผ่าตัดเช่น ผ่าตัดหัวใจ หรือต้องการอวัยวะเทียมก็จะนำมารักษาในโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ที่มีเครื่องมือพร้อม

การไปเยี่ยมเด็กในถิ่นธุรกันดารเด็กได้สัมผัสภาวะของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทำให้สะเทือนใจและเกิดสำนึกที่จะแบ่งปันสิ่งที่ตนมีให้แก่เด็กยากไร้ มารดาของนักเรียนผู้หนึ่งเล่าให้ฟังว่า เมื่อลูกของตนกลับจากไปเยี่ยมโรงเรียนน้องมาเล่าให้ฟังสามวันไม่จบ วันที่ไปเยี่ยมมีเงินติดกระเป๋าไปเท่าไร เทออกให้หมด ผู้ปกครองเกิดจิตสำนึกเช่นเดียวกัน ระหว่างปีการศึกษาจะบริจาคเสื้อผ้าและเงินมาสมทบที่โรงเรียน ปีหนึ่ง ๆ รวบรวมแล้วเป็นเงินถึงหกเจ็ดแสน ซึ่งโรงเรียนมีซิสเตอร์ท่านหนึ่งที่ทำงานเต็มเวลา จัดปัจจัยสำหรับโรงเรียนน้อง จำนวนนักเรียนในโรงเรียนน้องมีทั้ง 11 โรง รวมแล้วพันห้าถึงพันแปดแล้วแต่เด็กที่ย้ายถิ่นไปกับพ่อแม่ จำนวนอย่างนี้เมื่อซิสเตอร์ซื้อเสื้อฟอร์มให้คนละชุด หนังสือ เครื่องเขียน ฯลฯ บางปี เช่น แต่ละครอบครัวได้มุ้งครอบครัวละ 1 หลัง ดังนั้นเด็กแต่ละคนจะได้รับคิดเป็นเงินสี่ร้อยถึงห้าร้อยบาท เงินหกเจ็ดแสน จึงพอที่จะให้เด็กได้คนละประมาณสี่ถึงห้าร้อยบาท

   

นอกจากนั้นโรงเรียนในถิ่นธุรกันดารยังต้องการปั้มน้ำ พิมพ์ดีด เพื่อโต้ตอบหนังสือราชการ ต้องการวิทยุ โทรทัศน์เป็นสื่อการเรียน และให้ข่าวสารแก่ชาวบ้านในถิ่นนั้น ๆ สำหรับโทรทัศน์นั้นชาวบ้านได้อาศัยมาชมกันที่โรงเรียน เป็นการเปิดหูเปิดตาศึกษาไปในตัว

ส่วนนักเรียนที่อยู่ในกรุงทุกวันทางโรงเรียนก็จัดกลุ่มหนึ่งให้ไปเยี่ยมเด็กในชุมชนแออัดไปเยี่ยมเด็กโรงเรียนสอนคนหูหนวก เยี่ยมผู้สูงอายุบ้านคนชรา ซึ่งคนชราเหล่านั้นบอกว่าเห็นเด็กมาเยี่ยมรู้สึกเหมือนปลากระดี่ได้น้ำ เด็กไปคุยด้วย ไปร้องเพลงให้ฟัง ไปช่วยพับถุงกระดาษหรือสานพัด สานตะกร้า ฯลฯ

ในชุมชนแออัดที่คลองเตยและหลังวัดไผ่เงิน ทางคณะจัดโรงเรียนรับเด็กก่อนวัยเรียนเพื่อให้แม่ของเด็กเหล่านั้นไปทำงานหารายได้มาช่วยครอบครัว

นอกจากนั้นคณะยังมีซิสเตอร์ที่ไปช่วยคนพิการ ซึ่งเมื่อคนอื่นได้เห็นงานนี้ก็เกิดทัศนคติที่ให้คิดได้ว่าตนก็ควรที่จะต้องแบ่งปันกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังปัญญาแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วย

ทางภาคเหนือโรงเรียนเรยีนาเชลี เชียงใหม่ ก็รับเด็กชาวเขาประมาณ 50 คนให้ลงมาเรียนชั้นมัธยมในเมือง พ่อแม่ไม่มีกำลังที่จะส่งลูกเรียนได้ ทางโรงเรียนจึงรับไว้ เพื่อให้เด็กมีความรู้ที่จะประกอบอาชีพต่อไป

เชียงใหม่ยังมีชุมชนแออัดคลองเงิน ซึ่งโรงเรียนจัดนักเรียนและครูไปเยี่ยมไปช่วยเหลือ ซิสเตอร์ท่านหนึ่งไปสอนศีลธรรมและสอนพิเศษทุกสัปดาห์ ส่วนที่เชียงคำ จังหวัดพะเยาก็เช่นเดียวกัน เด็กชาวบ้านที่พ่อแม่ไม่สามารถที่จะส่งให้เรียนในมัธยมได้ก็รับมาเลี้ยงดูอบรมและให้เรียนต่อตามความสามารถ เพื่อที่จะประกอบอาชีพช่วยเหลือครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นสมศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์